คำถามยอดฮิตที่คนถาม Google กันเยอะมากคือ กู้ร่วมซื้อบ้านกับใครได้บ้าง? ในอดีตธนาคารค่อนข้างเข้มงวด ต้องเป็นสายเลือดเดียวกันเท่านั้น แต่ในปี 2569 นี้ โลกเปิดกว้างขึ้นมาก ธนาคารหลายแห่งปรับเงื่อนไขให้ยืดหยุ่นเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย มาเช็กกันเลยว่าสถานะของคุณเข้าข่ายกลุ่มไหน

1. กลุ่มเครือญาติและสายเลือด (The Family)
กลุ่มนี้อนุมัติง่ายที่สุด เพราะมีความสัมพันธ์ทางกฎหมายและสายเลือดชัดเจน ได้แก่
- พ่อแม่ กู้ร่วมกับ ลูก: เป็นเคสที่พบบ่อยที่สุด เพื่อช่วยลูกจบใหม่ให้มีบ้านหลังแรก
- พี่น้องท้องเดียวกัน: ต้องมีนามสกุลเดียวกัน หรือถ้าคนละนามสกุล (เช่น หญิงแต่งงาน) ต้องใช้ทะเบียนบ้านและสูติบัตรยืนยันว่าเป็นพ่อแม่เดียวกัน
- สามี-ภรรยา (จดทะเบียนสมรส): ถือเป็นบุคคลเดียวกันในทางกฎหมาย กู้ร่วมได้สบายมาก

2. กลุ่มคู่สมรสไม่จดทะเบียน (Common-law Partners)
สำหรับคู่รักที่แต่งงานกัน หรืออยู่กินกันฉันสามีภรรยาแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส อยากกู้ร่วมแบบยังไม่จดทะเบียน ปัจจุบันธนาคารยอมรับมากขึ้น โดยต้องมีหลักฐานยืนยันความสัมพันธ์ เช่น
- ภาพถ่ายงานแต่งงาน
- การ์ดแต่งงาน
- มีบุตรร่วมกัน (ใช้สูติบัตรลูกยืนยัน)
- ทะเบียนบ้านที่อยู่ด้วยกัน

3. กลุ่มคู่รัก LGBTQ+ (สมรสเท่าเทียม)
ถือเป็นข่าวดีของยุคนี้! หลายธนาคารมีสินเชื่อสำหรับคู่รัก LGBTQ+ โดยเฉพาะ การ กู้ร่วมของกลุ่มนี้มีเงื่อนไขใกล้เคียงกับคู่สมรสปกติ โดยอาจต้องใช้เอกสารยืนยันการอยู่ร่วมกัน หรือเอกสารรับรองการเป็นคู่ชีวิต (ตามกฎหมายสมรสเท่าเทียมที่บังคับใช้ล่าสุด) เพื่อแสดงเจตจำนงในการสร้างครอบครัวร่วมกัน

4. เพื่อนหรือแฟน (กรณีไม่มีหลักฐานแต่งงาน)
ข้อนี้ต้องระวัง! โดยทั่วไปธนาคาร “ไม่รับ” ให้เพื่อนกู้ร่วมกับเพื่อน หรือแฟนที่คบกันเฉยๆ โดยไม่มีหลักฐานการใช้ชีวิตร่วมกัน เพราะความเสี่ยงสูงที่ความสัมพันธ์จะจบลงก่อนหนี้หมด ยกเว้นบางธนาคารที่มีแคมเปญพิเศษจริงๆ ดังนั้นถ้าจะกู้ร่วมกับแฟน ต้องเตรียมหลักฐานให้แน่นที่สุด

กู้ร่วมซื้อบ้านได้ กี่ คน? และเงื่อนไขที่ต้องรู้
นอกจากคำถาม กู้ร่วมซื้อบ้านกับใครได้บ้าง อีกหนึ่งคำถามยอดฮิตที่คนอยากมีบ้านต้องรู้คือ 'กู้ร่วมซื้อบ้านได้ กี่ คน?' จะรวมพลังกันทั้งครอบครัวเลยได้ไหม? น้องบุรีรัมย์น่าอยู่ขอบอกเลยว่าเรื่องนี้ธนาคารเขามีลิมิตนะ! แถมยังมีเงื่อนไขเรื่อง 'อายุผู้กู้' ที่เป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดระยะเวลาผ่อนอีกด้วย มาเช็กเงื่อนไขให้ชัวร์ก่อนยื่นกู้ จะได้วางแผนถูกและไม่เสียเวลาเตรียมเอกสารเก้อ
จำนวนผู้กู้ร่วมสูงสุด
โดยมาตรฐานของธนาคารส่วนใหญ่ จะกำหนดให้มีผู้กู้ร่วมได้ ไม่เกิน 3 คน (รวมผู้กู้หลักเป็น 3 คน) แต่บางธนาคารอาจให้แค่ 2 คนเท่านั้น การที่มีชื่อผู้กู้ร่วมเยอะ ไม่ได้แปลว่าจะดีเสมอไป เพราะธนาคารจะเช็ก “เครดิตบูโร” ของทุกคน หากมีคนใดคนหนึ่งติด Blacklist หรือประวัติการเงินไม่ดี อาจพากันกู้ไม่ผ่านยกแก๊ง
เงื่อนไขด้านอายุ
นอกจากที่ควรรู้ว่ากู้ร่วมซื้อบ้านกับใครได้บ้าง ยังต้องดูอายุของผู้กู้ทุกคนประกอบด้วย โดยปกติระยะเวลาผ่อนชำระรวมกับอายุผู้กู้ต้องไม่เกิน 65-70 ปี (บางแบงก์ขยายถึง 75 ปีสำหรับ กลุ่มอาชีพพิเศษ)
- ไพ่ตาย: ธนาคารมักจะยึดอายุของ “ผู้กู้ที่อายุน้อยที่สุด” เพื่อให้ผ่อนได้นานที่สุด แต่ บางกรณีถ้ากู้ร่วมกับพ่อแม่ที่ใกล้เกษียณ ธนาคารอาจดูความสามารถในการหารายได้ของผู้กู้หลักเป็นสำคัญ หรือลดระยะเวลาผ่อนลง ทำให้ยอดผ่อนต่อเดือนสูงขึ้น
ฟอร์มลงทะเบียนสินเชื่อ

เจาะลึกกรรมสิทธิ์: ใส่ชื่อใคร เป็นของใคร?
การ กู้ร่วม มีผลโดยตรงต่อกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งแบ่งได้ 2 กรณีใหญ่ๆ ที่ต้องตกลงกันให้ดีก่อนโอนที่กรมที่ดิน
กรณีที่ 1: กู้ร่วม และ ใส่ชื่อร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์
แบบนี้คือ “เจ้าของร่วม” อย่างแท้จริง กรรมสิทธิ์จะถูกแบ่งคนละครึ่ง (หรือตามสัดส่วนที่ระบุ) ข้อดีคือยุติธรรม สบายใจทั้งสองฝ่าย แต่ข้อเสียคือ หากจะขาย โอน หรือจำนอง ต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่าย จะทำอะไรพลการไม่ได้
กรณีที่ 2: กู้ร่วม แต่ ใส่ชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์คนเดียว
แบบนี้เรียกว่า “กู้ร่วม แบบค้ำประกันรายได้” ชื่อหลังโฉนดมีคนเดียว แต่หนี้มีสองคน กรณีนี้ผู้กู้ร่วมจะมีความเสี่ยงสูง เพราะมีชื่อเป็นลูกหนี้แต่ไม่มีสิทธิ์ในตัวบ้าน หากเกิดปัญหาทะเลาะเบาะแว้ง เจ้าของชื่อในโฉนดมีสิทธิ์ไล่อีกฝ่ายออกจากบ้านได้ตามกฎหมาย (แม้จะช่วยผ่อนก็ตาม) ดังนั้น การวางแผนชีวิตคู่ตรงนี้สำคัญมาก
ข้อดี vs ข้อเสีย ของการกู้ร่วม (อ่านให้ชัวร์ก่อนเซ็น)
เพราะการกู้ร่วมไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่คือการวางแผนอนาคตร่วมกันของคนสองคน ก่อนจะตัดสินใจเซ็นสัญญา น้องบุรีรัมย์น่าอยู่อยากให้คุณ ลองหยุดเช็ก 'ข้อดี' และ 'ความเสี่ยง' ที่อาจเกิดขึ้นในตารางด้านล่างนี้ก่อน เพื่อให้การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการวางแผนชีวิตที่มั่นคง รอบคอบ และแฮปปี้ที่สุดสำหรับครอบครัวเรา
| ประเด็นที่ต้องวางแผน |
✅ ข้อดีที่ช่วยให้ฝันเป็นจริง |
⚠️ ความเสี่ยงที่ต้องระวัง |
| วงเงินกู้บ้าน |
รวมรายได้ของผู้กู้ทุกคน ช่วยเพิ่มวงเงินกู้ ทำให้มีโอกาสซื้อบ้านหลังใหญ่ขึ้น
หรือเลือกทำเลที่มีศักยภาพมากกว่า
|
วงเงินกู้ที่สูงขึ้นหมายถึงภาระหนี้ระยะยาว และดอกเบี้ยรวมตลอดสัญญาที่เพิ่มขึ้น
|
| การอนุมัติสินเชื่อ |
ธนาคารมองเห็นความมั่นคงทางการเงินมากขึ้น จากฐานรายได้รวม
ทำให้โอกาสกู้ผ่านสูงขึ้น
|
ประวัติเครดิตต้องดีทุกคน หากผู้กู้ร่วมคนใดมีปัญหา อาจทำให้ไม่ผ่านอนุมัติทั้งหมด
|
| กรรมสิทธิ์บ้าน |
เป็นเจ้าของร่วมกัน สร้างความมั่นคงในการวางแผนครอบครัวและอนาคตร่วมกัน
|
การขายหรือโอนกรรมสิทธิ์ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ถือกรรมสิทธิ์ทุกฝ่าย
|
| สิทธิประโยชน์ทางการเงิน |
ใช้ฐานรายได้รวมเป็นหลัก ช่วยให้กู้ผ่านได้ง่าย แม้รายได้ส่วนบุคคลไม่สูง
|
ผู้กู้ร่วมอาจเสียสิทธิ์บ้านหลังแรก รวมถึงโอกาสรับดอกเบี้ยพิเศษหรือสิทธิ์ลดหย่อนภาษี
|
| ความสัมพันธ์ |
เป็นการแสดงถึงความพร้อมในการใช้ชีวิตคู่ และการวางแผนอนาคตร่วมกัน
|
หากความสัมพันธ์เปลี่ยนแปลง การถอนชื่อหรือแบ่งทรัพย์สินมีขั้นตอนทางกฎหมายที่ซับซ้อน
|

How to วางแผนชีวิต: ถ้า “ความรัก” จบ แต่ “หนี้” ไม่จบ ทำยังไง?
เรื่องนี้คงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นในชีวิตคู่ แต่ในโลกความเป็นจริง 'สัญญากู้บ้าน' มันผูกมัดเรายาวนานถึง 30 ปี ซึ่งบางครั้งอาจจะยาวนานกว่าความสัมพันธ์เสียอีก การวางแผนทางหนีทีไล่ไว้ล่วงหน้าจึงไม่ใช่การแช่งตัวเอง แต่คือการ 'กันไว้ดีกว่าแก้' เพื่อไม่ให้ปัญหาหัวใจลุกลามจนกลายเป็นปัญหาหนี้เสียที่ทำลายอนาคตทางการเงินของทั้งคู่ น้องบุรีรัมย์น่าอยู่ขอพามาดูทางออกที่เจ็บตัวน้อยที่สุดและแฟร์กับทุกฝ่ายกัน
- ขายบ้านแล้วแบ่งเงิน: วิธีที่แฟร์ที่สุด ขายบ้าน นำเงินไปปิดหนี้ธนาคาร ส่วนต่างที่เหลือแบ่งกัน แต่ถ้าขายได้ต่ำกว่าหนี้ ก็ต้องช่วยกันหาเงินมาโปะส่วนต่าง
- ฝ่ายหนึ่งซื้อต่อ (รีไฟแนนซ์): หากฝ่ายหนึ่งอยากได้บ้านไว้ ต้องทำการ “ถอนชื่อผู้กู้ร่วม” โดยการรีไฟแนนซ์ไปธนาคารใหม่ หรือขอกู้เพิ่มเพื่อซื้อส่วนของอีกฝ่าย ซึ่งฝ่ายที่รับช่วงต่อต้องมีรายได้มากพอที่จะกู้คนเดียวผ่าน
- ผ่อนต่อไม่ไหว ปล่อยยึด: ทางเลือกสุดท้ายที่เจ็บปวด เพราะจะเสียเครดิตบูโรทั้งคู่ ติด Blacklist ทำธุรกรรมการเงินไม่ได้อีกนาน
คำแนะนำ: ก่อนกู้ร่วม ควรทำบันทึกข้อตกลงกันเองภายใน (สัญญาใจที่เป็นลายลักษณ์อักษร) ว่าใครผ่อนเท่าไหร่ และถ้าเลิกกันจะจัดการทรัพย์สินอย่างไร แม้จะไม่มีผลทางกฎหมาย 100% เท่าทะเบียนสมรส แต่ใช้เป็นหลักฐานยืนยันเจตนาได้
บทสรุป
ก่อนตัดสินใจลงลายมือชื่อ น้องบุรีรัมย์น่าอยู่ขอแนะนำให้คุยกันให้ชัดเจน ตรวจสอบเงื่อนไขว่า กู้ร่วมซื้อบ้านกับใครได้บ้าง และวางแผนเผื่ออนาคตในกรณีฉุกเฉินไว้ด้วย การมีบ้านคือความสุข แต่การมีบ้านพร้อมการวางแผนชีวิตที่รัดกุม คือความมั่นคงที่แท้จริงค่ะ
หากใครพร้อมแล้ว และกำลังมองหาบ้านสวย ๆ ในทำเลศักยภาพ ลองแวะมาเลือกชมโครงการ บ้านบุรีรัมย์ ได้เลยนะคะ เรามีข้อมูลครบถ้วน เปรียบเทียบง่าย ช่วยให้คุณตัดสินใจได้คุ้มค่าที่สุด
ส่วนใครที่วางแผนสร้างครอบครัวขยาย อยากได้พื้นที่กว้างๆ มีห้องนอนล่างให้คุณพ่อคุณแม่ หรืออยากมีสระว่ายน้ำส่วนตัว น้องบุรีรัมย์น่าอยู่ขอชี้เป้าโครงการคุณภาพระดับพรีเมียมที่คัดมาให้แล้วเน้นๆ ในปี 2569 ตามไปส่องพิกัดความคุ้มค่ากันต่อได้ที่นี่เลย 👉 รวม 9 พิกัด บ้านหรู บุรีรัมย์ งบ 3-5 ล้าน! ฟังก์ชันครบ ทำเลดี
FAQ : คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการกู้ร่วม
Q: เพื่อนสนิทกันมาก กู้ร่วมซื้อบ้านได้ไหมคะ?
A: โดยทั่วไปธนาคารส่วนใหญ่ "ไม่รับ" กรณีเพื่อนกู้ร่วมกับเพื่อนค่ะ เพราะความเสี่ยงสูงที่ความสัมพันธ์จะเปลี่ยนแปลง ยกเว้นบางธนาคารที่มีเงื่อนไขพิเศษจริงๆ หรือกรณีที่เป็น LGBTQ+ และใช้เอกสารยืนยันการอยู่ร่วมกันแทนค่ะ
Q: ถ้ากู้ร่วมแล้ว คนหนึ่งเสียชีวิต ต้องทำอย่างไร?
A: หนี้ในส่วนของผู้เสียชีวิตจะตกเป็นของ "ทายาท" ตามกฎหมายค่ะ แต่ถ้าทำ ประกันคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ (MRTA) ไว้ ประกันจะจ่ายหนี้ในส่วนนั้นแทน (ตามวงเงินที่ทำ) ทำให้ผู้กู้ร่วมที่เหลือผ่อนต่อเฉพาะส่วนของตัวเอง หรืออาจจะหมดหนี้เลยก็ได้ แนะนำให้ทำประกัน MRTA ไว้เพื่อความอุ่นใจนะคะ
Q: กู้ร่วมได้ กี่ คน สูงสุด?
A: ปกติธนาคารให้สูงสุดที่ 3 คน ค่ะ (รวมผู้กู้หลักแล้ว) แต่บางธนาคารอาจให้แค่ 2 คน ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละธนาคารและความสัมพันธ์ของผู้กู้ด้วยค่ะ
Q: เป็นพี่น้องกันแต่คนละนามสกุล กู้ร่วมได้ไหม?
A: ได้ค่ะ แต่ต้องใช้เอกสารยืนยันความสัมพันธ์เพิ่มเติม คือ "ทะเบียนบ้าน" และ "สูติบัตร" ของทั้งคู่ เพื่อแสดงให้ธนาคารเห็นว่ามีบิดาหรือมารดาคนเดียวกันค่ะ
บทความที่น่าสนใจ